036-371622, 036-371214

sales_numsilp@hotmail.com

Blog

เช็กลิสต์ 5 สัญญาณเตือนระบบส่งกำลัง (CVT): ถึงเวลาพารถคู่ใจเข้าศูนย์บริการก่อนพังยกชุด

เช็กลิสต์ 5 สัญญาณเตือนระบบส่งกำลัง (CVT): ถึงเวลาพารถคู่ใจเข้าศูนย์บริการก่อนพังยกชุด

สำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เกียร์อัตโนมัติ (A.T. หรือ Automatic Transmission) ไม่ว่าจะเป็นโมเดลยอดนิยมอย่าง Honda Scoopy, Lead 125, Click 160, PCX 160, ADV 160 ไปจนถึง Forza 350 หัวใจสำคัญที่ทำให้การขับขี่นุ่มนวล บิดติดมือ และควบคุมง่าย คือ “ระบบส่งกำลังแปรผันต่อเนื่อง” หรือระบบเกียร์ CVT (Continuously Variable Transmission) ซึ่งในรถฮอนด้าเรียกว่าระบบ V-Matic Transmission

ระบบ CVT ทำงานด้วยการผสานกำลังระหว่าง พูลเลย์หน้า (ชามหน้า/ชุดขับ), เม็ดตุ้มน้ำหนัก (Roller), สายพานขับ (Drive Belt), พูลเลย์หลัง (ชามสไลด์/ชุดตาม), ก้ามคลัตช์แรงเหวี่ยง (Clutch Shoes) และกระโหลกคลัตช์ (Clutch Bell) ชิ้นส่วนเหล่านี้เคลื่อนที่และเสียดสีกันด้วยความเร็วรอบสูงตลอดเวลาที่รถวิ่ง

เนื่องจากชิ้นส่วนทั้งหมดถูกปิดมิดชิดอยู่ภายในห้องแคร้งก์ฝั่งซ้ายของตัวรถ ผู้ขับขี่จึงไม่สามารถมองเห็นความสึกหรอด้วยตาเปล่าได้ หากละเลยการบำรุงรักษา อะไหล่ชิ้นเล็กๆ ที่เสื่อมสภาพเพียงชิ้นเดียวอาจสร้างความเสียหายลุกลามจนกลายเป็นการ “พังยกชุด” ส่งผลให้ต้องจ่ายค่าซ่อมหลักพันปลายๆ ถึงหลักหมื่นบาท

บทความนี้สรุป 5 สัญญาณเตือนอันตราย ของระบบส่งกำลัง CVT พร้อมคู่มือการตรวจเช็ก การประเมินค่าใช้จ่าย และแนวทางดูแลรักษาเชิงป้องกัน เพื่อให้คุณขับขี่ได้อย่างปลอดภัย มั่นใจในทุกเส้นทาง

สัญญาณที่ 1: ออกตัวกระตุก หน้ารถสั่นสะท้าน (Clutch Shudder & Glazing)

1. ลักษณะอาการและจังหวะที่พบ

  • อาการ: เมื่อบิดคันเร่งจากจุดหยุดนิ่ง (ช่วงความเร็ว 0–20 กม./ชม.) หรือช่วงคลานตามการจราจรติดขัด ตัวรถจะมีอาการกระตุก กระพือ หรือสั่นสะท้านขึ้นมาถึงแฮนด์บอร์ดและพักเท้า แต่เมื่อความเร็วลอยตัวขึ้นไปเกิน 30–40 กม./ชม. อาการสั่นจะค่อยๆ หายไป

  • ความรู้สึกในการขับขี่: การเคลื่อนตัวไม่สมูท รถเหมือนจะพุ่งแต่สะดุด ต้องใช้รอบเครื่องยนต์สูงกว่าปกติเพื่อข้ามพ้นช่วงสั่น

2. สาเหตุเชิงเทคนิค (Root Cause)

  1. หน้าสัมผัสผ้าคลัตช์ลื่นหรือด้าน (Glazed Clutch Shoes): เกิดจากความร้อนสะสมจากการใช้งานในเมืองที่มีการจราจรติดขัด ต้องหยุดและออกตัวบ่อย หรือการบิดคันเร่งค้างไว้ขณะกำเบรกเพื่อรอจังหวะออกตัว ความร้อนทำให้ผงผ้าคลัตช์ไหม้จนผิวมันวาว ไม่จับกับผิวกระโหลกคลัตช์

  2. ผงฝุ่นและเขม่าสะสมในกระโหลกคลัตช์: เมื่อผ้าคลัตช์เสียดสี จะเกิดผงฝุ่นคลัตช์ตกค้างอยู่ภายในชามคลัตช์ หากไม่มีการเปิดเป่าทำความสะอาด ผงฝุ่นจะแทรกตัวระหว่างผ้าคลัตช์กับกระโหลก ทำให้เกิดการลื่นไถลชั่วขณะก่อนจะจับตัว

  3. สปริงคลัตช์ล้า (Clutch Springs Weakened): สปริงตัวเล็กทั้ง 3 ตัวที่ดึงก้ามคลัตช์ยืดออกไม่เท่ากัน ทำให้ก้ามคลัตช์กางออกสัมผัสกับกระโหลกไม่พร้อมเพรียงกัน

  4. กระโหลกคลัตช์ไหม้หรือคด (Warped/Overheated Bell): เมื่อเกิดความร้อนสูงต่อเนื่อง เหล็กของกระโหลกคลัตช์จะเปลี่ยนเป็นสีรุ้งหรือสีน้ำเงินเข้ม บ่งบอกว่าเนื้อเหล็กสูญเสียรูปทรง ทำให้เกิดการส่ายและจับไม่เต็มหน้าสัมผัส

3. ผลกระทบหากปล่อยทิ้งไว้

  • ผ้าคลัตช์สึกหรอไม่สม่ำเสมอ จนกินเนื้อเหล็กของกระโหลกคลัตช์

  • แรงสั่นสะเทือนจะส่งผ่านไปยังลูกปืนเพลาขับหลัง (Drive Shaft Bearing) ทำให้ลูกปืนแตก เฟืองท้ายเสียหาย และเกิดเสียงหอนตามมา

สัญญาณที่ 2: เครื่องยนต์เร่งรอบสูง แต่ความเร็วไม่ขึ้น / รถตื้อเร่งแซงไม่พ้น (Drive Belt Slippage & Roller Flat Spots)

1. ลักษณะอาการและจังหวะที่พบ

  • อาการ: เมื่อบิดคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็ว เสียงเครื่องยนต์คำรามดังขึ้น รอบเครื่องยนต์กวาดสูงผิดปกติ (เสียงแผด) แต่ตัวรถกลับค่อยๆ ไหลขึ้นช้าๆ ไม่พุ่งทะยานตามน้ำหนักมือ

  • ความรู้สึกในการขับขี่: อัตราเร่งแซงตกฮวบ รู้สึกเหนื่อยในการเร่งแซงรถคันหน้า กินน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด

2. สาเหตุเชิงเทคนิค (Root Cause)

  1. สายพานขับสึกหรอจนหน้ากว้างแคบลง (Worn/Thinned V-Belt): ตามมาตรฐาน สายพานเส้นใหม่จะมีหน้ากว้างตามสเปกโรงงาน (เช่น 22.0 มม.) เมื่อใช้งานเกิน 15,000–20,000 กม. ด้านข้างของสายพานจะสึกหรอจนหน้าแคบลง ทำให้สายพานไม่สามารถไต่ขึ้นไปถึงขอบบนสุดของชามขับหน้า ส่งผลให้อัตราทดขั้นสุดท้ายไม่สมบูรณ์

  2. เม็ดตุ้มน้ำหนักสึกเป็นเหลี่ยม (Roller Weights Flat-Spotting): เม็ดตุ้มที่กลิ้งอยู่ภายในร่องชามหน้าเกิดการสึกหรอเฉพาะจุดจนกลายเป็นทรงแปดเหลี่ยมหรือมีเหลี่ยมคม ไม่สามารถกลิ้งเปิดชามสไลด์ได้อย่างราบรื่น ทำให้ระบบเกียร์ "ค้าง" อยู่ที่อัตราทดต่ำ

  3. ร่องชามหน้าสึกเป็นแอ่งหรือเป็นคลื่น (Worn Movable Drive Face): การใช้งานเป็นเวลานานทำให้เกิดร่องลึกตรงจุดที่สายพานวิ่งบ่อยที่สุด สายพานจะตกลงไปติดในร่อง ไม่สามารถไต่ขึ้น-ลงตามแรงเหวี่ยงได้อย่างอิสระ

  4. มีคราบน้ำมันรั่วซึมเข้าห้องแคร้งก์ (Oil Seal Leak): ซีลข้อเหวี่ยงหน้าหรือซีลแกนเพลาหลังรั่ว ทำให้น้ำมันเครื่องหรือน้ำมันเฟืองท้ายกระเด็นเข้าไปเกาะที่สายพานและหน้าชาม ทำให้เกิดการลื่นไถล (Belt Slippage) 100%

3. ผลกระทบหากปล่อยทิ้งไว้

  • เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักที่รอบสูงตลอดเวลา ส่งผลให้อุณหภูมิเครื่องยนต์สูง น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็ว

  • สายพานที่ลื่นและมีความร้อนสะสมสูงจะเกิดการกรอบแตกและ "ขาดกะทันหัน" ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง

สัญญาณที่ 3: เสียงดังผิดปกติจากห้องแคร้งก์ฝั่งซ้าย (Chirping, Rattling & Grinding Noise)

1. ลักษณะเสียงและการวินิจฉัยต้นตอ

เสียงที่ได้ยิน จังหวะที่เกิด สาเหตุทางเทคนิคที่เป็นไปได้มากที่สุด
เสียงหวีดแหลม / เสียงเอี๊ยด (Squeaking / Chirping) ช่วงสตาร์ตเครื่องใหม่ๆ หรือจังหวะเปิดคันเร่งออกตัว ผิวสัมผัสสายพานแห้งกรอบ หรือมีฝุ่นลื่นไถลระหว่างสายพานกับผิวพูลเลย์
เสียงแกร๊กๆ / กุกกัก รัวๆ (Rattling / Chattering) จังหวะเดินเบา (Idle) จอดติดไฟแดง และเสียงเบาลงเมื่อเร่งเครื่อง กิ๊บล็อกชามสไลด์ (Slide Piece) รวมไปถึงบูชชามหน้าหลวม คลอนตัวได้
เสียงหอนหวีดลึก (Whining / Howling) ดังขึ้นตามความเร็วรถ ยิ่งวิ่งเร็วยิ่งดัง โดยเฉพาะช่วงผ่อนคันเร่ง ลูกปืนชุดพูลเลย์หลัง (Torque Drive Bearing) แตก หรือลูกปืนแกนเฟืองท้ายหมดสภาพ
เสียงครืดๆ ขัดสีรุนแรง (Metallic Grinding) เกิดตลอดเวลาขณะล้อหมุน ชิ้นส่วนโลหะเสียดสีกันโดยตรง เช่น ผ้าคลัตช์หมดจนเนื้อเหล็กถูกระโหลก หรือสปริงคลัตช์หัก

2. อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

  • กิ๊บล็อกชามสไลด์แตก: ชามขับหน้าจะเอียงตัวผิดองศา ส่งผลให้ใบพัดชามหน้าแกว่งไปกระแทกกับฝาครอบแคร้งก์หรือแผงกรองอากาศ

  • ลูกปืนแตกกระจาย: เศษลูกปืนเม็ดกลมหรือรังลูกปืนอาจหลุดเข้าไปขัดในร่องพูลเลย์ ทำให้ชุดส่งกำลังล็อกตาย ล้อหลังหยุดหมุนกะทันหัน ซึ่งอันตรายถึงชีวิตหากเกิดขึ้นระหว่างเข้าโค้งหรือขับขี่บนถนนใหญ่

สัญญาณที่ 4: ความเร็วปลายตกฮวบ หรือมีอาการสะดุดที่ย่านความเร็วใดความเร็วหนึ่ง (Top Speed Drop & Hesitation)

1. ลักษณะอาการและจังหวะที่พบ

  • อาการ: รถที่เคยทำความเร็วปลายได้ 115–120 กม./ชม. (ตามมาตรฐานเดิม) แต่ปัจจุบันบิดหมดปลอกได้เพียง 90–95 กม./ชม. หรือระหว่างที่เร่งแซงความเร็วจาก 60 ไป 80 กม./ชม. เกิดอาการสะดุด วูบ หรือกำลังตกชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆ ไต่ความเร็วขึ้นต่อไปได้

  • ความรู้สึกในการขับขี่: รู้สึกเหมือนรถ "เกียร์ตัน" หรือไม่ยอมเปลี่ยนเกียร์สูงสุดให้ เครื่องยนต์อื้ออึงแต่รถไม่ไหลลื่นเหมือนเมื่อก่อน

2. สาเหตุเชิงเทคนิค (Root Cause)

  1. ร่องทอร์กไดรฟ์ (Torque Drive Pin Grooves) สึกเป็นขั้น: พูลเลย์หลังจะมีร่องสไลด์และสลักนำร่อง (Guide Pins) ทำหน้าที่บีบและถ่างชามหลังตามแรงบิด หากจาระบีทนความร้อนแห้งกรอบ สลักจะขูดร่องจนเป็นตามดหรือเป็นขั้นบันได ทำให้ชามขยับเปิดได้ไม่สุด อัตราทดจึงค้าง

  2. บูชชามหน้า (Drive Face Collar) สึกหรอหรือมีคราบเหนียว: ฝุ่นและผงสายพานแทรกซึมเข้าไปในแกนบูช ทำให้ชามเคลื่อนที่เข้า-ออกได้ไม่คล่องตัว เกิดอาการสะดุดเมื่อต้องสไลด์ผ่านจุดที่ติดขัด

  3. สายพานยืดตัวเกินกำหนด: สายพานที่ย้วยหรือหย่อนยานจะฟาดกับผนังแคร้งก์ และไม่สามารถคงความตึงที่เหมาะสมเพื่อดันให้ชามหน้าและชามหลังทำงานสัมพันธ์กัน

สัญญาณที่ 5: กลิ่นไหม้โชยจากห้องเครื่อง หรือฝาแคร้งก์ร้อนผิดปกติ (Burning Smell & Overheating Crankcase)

1. ลักษณะอาการและจังหวะที่พบ

  • อาการ: หลังจากขับขี่ขึ้นทางลาดชัน ขี่ขึ้นเขา ลุยน้ำท่วมขัง หรือขับขี่ในเมืองที่มีแดดจัดและการจราจรติดขัดรุนแรง เมื่อจอดรถจะได้กลิ่นเหม็นไหม้คล้ายกลิ่นยางหรือผ้าเบรกไหม้อย่างรุนแรงโชยมาจากฝั่งซ้ายของตัวรถ

  • การสัมผัส: หากนำมือไปอังใกล้ๆ ฝาครอบแคร้งก์เครื่องยนต์ด้านซ้าย จะสัมผัสได้ถึงไอความร้อนสูงผิดปกติ (ระวังห้ามสัมผัสโดยตรงเพราะอาจพุพองได้)

2. สาเหตุเชิงเทคนิค (Root Cause)

  1. กรองแคร้งก์ (Crankcase Duct Filter) อุดตัน: รถออโตเมติกทุกรุ่นจะมีช่องดูดอากาศพร้อมแผ่นกรองเพื่อดึงลมเย็นเข้าไปเป่าระบายความร้อนในห้องสายพาน หากกรองตัวนี้ตันด้วยเศษฝุ่น ใบไม้ หรือคราบโคลน ลมจะไม่สามารถหมุนเวียนได้ ความร้อนในห้องเกียร์จะพุ่งสูงเกิน 100–120 องศาเซลเซียส

  2. คลัตช์ลื่นต่อเนื่องจนเกิดความร้อนสะสมวิกฤต: การบรรทุกสัมภาระหนักเกินพิกัด หรือการขับขี่ขึ้นทางชันโดยใช้คันเร่งเลี้ยงรอบต่ำ ทำให้ผ้าคลัตช์ไม่สามารถล็อกกับกระโหลกคลัตช์ได้ 100% จึงเกิดการเสียดสีตลอดเวลาจนเกิดควันและกลิ่นไหม้

  3. การลุยน้ำเข้าห้องแคร้งก์: น้ำที่มีคราบโคลนเล็ดลอดเข้าไปทางท่อระบายอากาศ ทำให้สายพานลื่นและเกิดการไหม้ของเนื้อยางสังเคราะห์

3. ผลกระทบร้ายแรง

  • ยางสายพานสูญเสียคุณสมบัติความยืดหยุ่น โครงสร้างเส้นใยอะรามิด (Kevlar/Aramid Cord) ขาดตัว และเสี่ยงต่อการขาดสะบั้นทันที

  • โอริงและซีลยางกันน้ำมันต่างๆ รอบแกนเพลาจะกรอบแข็ง ทำให้น้ำมันเครื่องรั่วซึมเข้าห้องสายพาน

เจาะลึกโครงสร้างชิ้นส่วน CVT: หน้าที่ อายุการใช้งาน และอาการเมื่อเสื่อมสภาพ

เพื่อช่วยให้เจ้าของรถเข้าใจขั้นตอนการซ่อมบำรุงของช่าง ตารางด้านล่างนี้สรุปหน้าที่และรอบระยะทางของชิ้นส่วนสำคัญในระบบส่งกำลังฮอนด้า:

ชิ้นส่วน หน้าที่หลัก ระยะตรวจเช็ก / เปลี่ยน (กม.) สัญญาณเตือนเมื่อชำรุด
สายพานขับ (Drive Belt) ถ่ายทอดกำลังจากเพลาข้อเหวี่ยงไปยังล้อหลัง ตรวจเช็กทุก 8,000 กม. / เปลี่ยนทุก 24,000 กม. แตกลายงา ท้องร่องปริแตก หน้ารถอืด เร่งไม่ขึ้น
เม็ดตุ้มน้ำหนัก (Rollers) สร้างแรงเหวี่ยงหนีศูนย์เพื่อดันชามหน้าปรับอัตราทด ตรวจเช็กทุก 8,000 กม. / เปลี่ยนพร้อมสายพาน สึกเป็นเหลี่ยม เร่งสะดุด ความเร็วปลายหาย
กิ๊บล็อกชามสไลด์ (Slide Piece) ยึดแผ่นปิดชามหน้า ลดการสั่นสะเทือน ตรวจเช็กทุก 8,000 กม. / เปลี่ยนเมื่อหลวม เสียงดังกุกกัก/แกร๊กๆ ตอนเดินเบา
ผ้าคลัตช์แรงเหวี่ยง (Clutch Shoes) จับกระโหลกคลัตช์ส่งกำลังลงสู่ชุดเฟืองท้าย ตรวจเช็กทุก 8,000 กม. / เปลี่ยนเมื่อความหนาต่ำกว่าเกณฑ์ รถกระตุก ออกตัวสั่นสะท้าน มีเสียงเอี๊ยด
กระโหลกคลัตช์ (Clutch Bell) รับแรงเสียดทานจากผ้าคลัตช์ ตรวจเช็กทุก 8,000 กม. / เปลี่ยนเมื่อสึกเป็นร่องลึก โลหะเปลี่ยนเป็นสีรุ้ง/ไหม้ ผิวสัมผัสเป็นคลื่น
ชุดพูลเลย์หลัง (Torque Drive) ปรับอัตราทดแปรผันตามแรงบิด อัดจาระบีทนความร้อนทุก 12,000–16,000 กม. ความเร็วปลายหาย อัตราเร่งตก ร่องสไลด์สึก
ไส้กรองแคร้งก์ (CVT Filter) กรองฝุ่นละอองก่อนลมเข้าไประบายความร้อน ตรวจเช็ก/เป่าทุก 4,000 กม. / เปลี่ยนทุก 12,000 กม. แคร้งก์ร้อนจัด มีกลิ่นไหม้ ฝุ่นสะสมในห้องเกียร์

การเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย: "บำรุงรักษาเชิงป้องกัน" VS "ปล่อยจนพังยกชุด"

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ “รถยังวิ่งได้ ก็ยังไม่ต้องทำอะไร” แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนอะไหล่ตามระยะทางมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการปล่อยให้ระบบพังเสียหายหลายเท่า:

1. การบำรุงรักษาตามรอบปกติ (Preventive Maintenance)

  • ล้างทำความสะอาดชุดข้าง เป่าฝุ่น อัดจาระบีทนความร้อน: ~150 – 300 บาท

  • เปลี่ยนสายพานแท้ศูนย์ + เม็ดตุ้มน้ำหนัก + กิ๊บล็อก (ระยะ 20,000–24,000 กม.): ~900 – 1,600 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ เช่น Scoopy vs Forza)

  • เปลี่ยนไส้กรองแคร้งก์: ~80 – 150 บาท

  • รวมค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อรอบ: ~1,200 – 2,000 บาท (ใช้งานยาวนานมั่นใจอีก 2 ปี หรือ 20,000 กม.)

2. ความเสียหายกรณีปล่อยทิ้งไว้จนสายพานขาดหรือชิ้นส่วนแตกกระจาย (Catastrophic Failure)

  • เมื่อสายพานขาดด้วยความเร็วสูง เศษสายพานจะเข้าไปพันล็อกกับใบพัดชามหน้าและเพลาข้อเหวี่ยง

  • ชามใบพัดหน้าแตก / ชามเม็ดบิ่น: ~800 – 1,500 บาท

  • เพลาข้อเหวี่ยงคดงอ (Crankshaft Damaged) หรือเกลียวเพลารูด: ~3,500 – 6,000 บาท (ต้องผ่าเครื่องยนต์)

  • ชุดพูลเลย์หลังและกระโหลกคลัตช์คด: ~1,500 – 3,000 บาท

  • ค่ารถยก / รถสไลด์ฉุกเฉิน: ~500 – 1,500 บาท

  • รวมค่าเสียหายทั้งหมด: ~5,000 – 12,000+ บาท พร้อมเสียเวลาจอดซ่อมที่ศูนย์บริการหลายวัน

5 พฤติกรรมการขับขี่ที่ช่วยยืดอายุระบบ CVT ให้อยู่ได้นานเป็นสองเท่า

นอกจากการเข้าศูนย์เช็กระยะตามตารางแล้ว พฤติกรรมการขับขี่ในชีวิตประจำวันคือตัวแปรสำคัญที่สุด:

  1. ไม่ "เบิ้ลคันเร่งแช่" ขณะกำเบรก: หลายคนติดนิสัยเร่งเครื่องเบาๆ ค้างไว้ขณะจอดติดไฟแดงหรือจอดบนทางลาดเพื่อไม่ให้รถไหล การทำเช่นนี้ทำให้ผ้าคลัตช์เสียดสีกับกระโหลกตลอดเวลาโดยที่ล้อไม่หมุน เกิดความร้อนสะสมจนผ้าคลัตช์ไหม้ด้านในเวลาอันรวดเร็ว

  2. เปิดคันเร่งอย่างนุ่มนวล: หลีกเลี่ยงการกระแทกคันเร่งแบบฉับพลันจากจุดหยุดนิ่งบ่อยเกินความจำเป็น เพราะจะสร้างแรงกระชากสูงมากบนเส้นใยสายพานและทำให้เม็ดตุ้มกระแทกร่องชามจนบิ่น

  3. ระวังการลุยน้ำลึกท่วมฝาแคร้งก์: หากระดับน้ำสูงเกินครึ่งล้อหลัง น้ำจะไหลเข้าทางช่องดักลม CVT ทันที หากจำเป็นต้องลุยน้ำ หลังจากผ่านจุดน้ำท่วมมาแล้ว ควรนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อเปิดฝาแคร้งก์ไล่ความชื้นและเปลี่ยนสารหล่อลื่น

  4. เลือกใช้อะไหล่แท้ศูนย์ฮอนด้า (Honda Genuine Parts): สายพานและเม็ดตุ้มแท้ถูกคำนวณอัตราทด แรงดึง และความทนทานต่ออุณหภูมิมาให้ตรงกับกำลังของเครื่องยนต์ eSP / eSP+ การใช้สายพานเทียบเกรดต่ำมักเจอปัญหายืดตัวเร็ว ขาดง่าย หรือขนาดไม่ได้มาตรฐานจนทำลายร่องชาม

  5. เปลี่ยนน้ำมันเฟืองท้าย (Final Drive Oil) ทุกๆ รอบการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง 2 ครั้ง: ชุดเฟืองท้ายทำงานต่อจากระบบ CVT ช่วยลดภาระและแรงต้านทานการหมุนของล้อหลัง